คมนาคม งบลดไม่ใช่ลดลงทุน! "สิริพงศ์" ยันรางไปต่อ-ถนนก็ต้องสร้าง
งบกระทรวงคมนาคมปี 2570 ถูกปรับลด แต่ยืนยันยังเดินหน้าลงทุนทั้งระบบรางและถนน พร้อมชี้มีแหล่งเงินลงทุนทั้งงบประมาณ รัฐวิสาหกิจ และ PPP รองรับ ขณะรัฐมนตรีช่วยฯ ย้ำชัด "ไม่มีส่วยคมนาคม" และพร้อมให้ตรวจสอบได้ทุกกรณี
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่มีนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนทึ่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตอบข้อซักถามที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงกระทรวงคมนาคม โดยในปีนี้กระทรวงคมนาคมถูกปรับลดงบประมาณมากพอสมควร ประมาณ 8.79% หรือ ประมาณ 23,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามากพอสมควรหากเทียบกับภารกิจของกระทรวงคมนาคม ที่มีความจำเป็นต้องดูแล
เชื่อว่าทุกท่านทราบดีถึงความสำคัญของกระทรวงคมนาคมและระบบขนส่ง ซึ่งมีการหารือกันว่าจะแก้ไขปัญหาของประชาชนแต่ละพื้นที่ได้อย่างไร โดยมิติแรก คือ การแก้ปัญหาในเรื่องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน การชีวิตของพวกเขาเดินทางได้สะดวกขึ้น ไปสถานที่ต่างๆ ได้ปลอดภัย ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีส่วนสำคัญในการมีหน้าที่สร้างโอกาส ขยายโอกาส เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น ศูนย์ขนส่งที่มีการเชื่อมต่อทั้งระบบทางรถ และระบบทางราง โดยต้องให้ความชื่นชมนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ทำตลาดล่วงหน้าสำหรับสินค้าทุเรียน ซึ่งในปีนี้นับได้ 8 เดือน เทียบกับเวลาเดียวกันของปีที่แล้วมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 50% หรือ 70,000 ล้านบาท ขณะที่มียอดการนำเข้าอยู่ที่ 30,000 ล้าน แสดงว่าเราได้ดุล ซึ่งเกินครึ่งเป็นการส่งสินค้าทุเรียนผ่านทางประเทศลาว เวียดนาม และจีน
นายสิริพงศ์ ยังกล่าวด้วยว่า นี่คือความสำคัญของ ระบบคมนาคมขนส่ง ที่จะสามารถแก้ทั้งปัญหาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน และขยายโอกาส เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งแม้ปีนี้จะถูกตัดงบไปเยอะ แต่เราก็ต้องบริหารจัดการให้ดีดีที่สุด และยังคงยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมยังให้ความสำคัญกับการจัดรูปแบบการขนส่งทางระบบราง แต่หากดูในแผนงบประมาณ ก็ต้องบอกว่าถนนสร้างแล้วไม่ได้เสร็จเลย และต้องมีการซ่อมบำรุง เป็นปัญหาที่กระทรวงคมนาคมก็พยายามแก้
ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ไม่อาจจะลืมได้ คือคมนาคมทางบก เป็นจุดเชื่อมทุกเส้นทางการคมนาคม ทุกสถานีสถานีรถไฟก็ต้องมีถนน ทุกทางที่ไปสนามบินก็ต้องมีถนน ลงจากเรือก็ต้องมีถนน ดังนั้นความสำคัญของถนนจึงไม่สามารถลดทอนได้ การที่เราให้ความสำคัญกับระบบราง ไม่ได้แปลว่าต้องไปลดถนน ซึ่งสิ่งที่กระทรวงคมนาคมจัดสรรงบถนน และยังมีงบที่มาจากการลงทุนถนนของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงยังมีเงินกู้ในรูปแบบ PPP หรือ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน รวมเบ็ดเสร็จ 171,000 ล้านบาท โดยประมาณ
ในขณะที่ระบบราง 45,200 ล้านบาท แต่ก็จะมีงบจากรัฐวิสาหกิจ 2,500 ล้านบาท และเงินกู้ 72,000 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่รางสามารถใช้เงินกู้ได้มากกว่าการใช้งบประมาณ เนื่องจากการจัดการระบบขนส่งราง ดังนั้นในสัดส่วนของรางไม่ได้น้อย สามารถจัดหารายได้ได้ รวมเป็น 119,000 ล้านบาท ในปี 2570 เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ากระทรวงคมนาคมไม่ได้บอกว่าเราให้ความสำคัญกับระบบราง แต่ไม่มีงบประมาณไปดำเนินการกับระบบราง เพราะเรามีงบประมาณจากแหล่งอื่นตามนโยบายของรัฐบาล
ส่วนคำถามที่ว่าโครงการต่างๆ ที่งบประมาณเกินพันล้าน เดิมทีต้องตั้งไว้ที่ 15% แต่ปีนี้ลดเหลือ 10% จะไปเป็นช่องทางที่ไปขอยกเว้นระเบียบหรือกฎหมายเอื้อผู้ประกอบการไม่กี่รายหรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ ระบุว่า สำหรับงบประมาณปี 70 ไม่เป็นไปอย่างที่ท่านทำนายไว้แน่นอน ถ้าท่านเป็นหมอดูรอบนี้ท่านอาจจะทายผิด เพราะการจัดสรรที่ปรับลดจาก 15% เหลือ 10% มาจากสำนักงบประมาณ หากจะบอกว่าสำนักงบประมาณจัดให้เพื่อหมกเม็ดทำโครงการอื่นหรือไม่ ท่านก็คงถูกแค่ครึ่งเดียวตรงที่จะไปทำโครงการอื่น ซึ่งไม่ใช่การหมกเม็ด เพราะสถิติของสำนักงบประมาณ ปีแรกโครงการที่มีมูลค่าเกินพันล้าน มีกระบวนการในการดำเนินการต้องใช้ระยะเวลานาน และก่อนเซ็นสัญญาจะต้องมีการรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ
ดังนั้น ในแต่ละปีโดยเฉพาะปีแรกสำหรับโครงการที่เกินพันล้าน สถิติในการเบิกจ่ายจะสามารถเบิกจ่ายได้เพียงแค่ 4% กว่า ที่เหลือจะต้องกันงบไปเหลื่อมปี ซึ่งการกันตรงนี้เป็นการทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนาจากเม็ดเงินก้อนเดียวกัน ฉะนั้นการลดจาก 15% เหลือ 10% ให้มีโอกาสได้ไปทำโครงการอื่น แต่ไม่ใช่การหมกเม็ดแน่นอน
นายสิริพงษ์ ยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาเรื่องการล็อคสเปกให้กับผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ว่า การมีผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ในปัจจุบันเป็นเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลางเป็นผู้กำหนด การคัดเลือกผู้รับเหมาชั้นพิเศษก็เกิดจากกรมบัญชีกลางกำหนด ส่วนที่ถามว่าทำไมจะต้องมีมีการกำหนดประเภทชั้นของผู้รับเหมา ก็เพราะทุกคนพูดได้หมดว่า “ฉันทำได้” แล้วอะไรจะมาพิสูจน์ว่าคุณทำได้จริงๆ ตามที่คุณพูดไว้ จึงเป็นกระบวนการที่จะจะต้องมีการแบ่งชั้นงานของผู้รับเหมา โดยเทียบขนาดของงาน และมูลค่าของงาน หากมีประสบการณ์ในการทำงานชั้นที่ต่ำกว่ามามากเพียงพอตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็สามารถไปทำชั้นใหญ่กว่าได้
“วันนี้ไม่ต้องถามภาครัฐ เอาแค่พวกเราเอกชนชาวบ้าน สมมติท่านอยากจะสร้างตึก 10 ชั้น มีผู้รับเหมามาเจ้านึงบอกผมทำได้ จ้างถูกกว่าด้วย ประสบการณ์ผมคือเคยสร้างศาลาพักริมทางมาแล้ว กับอีกเจ้านึงบอกท่านว่า ผมทำได้แต่แพงกว่า เพราะผมสร้างตึก 9 ชั้นมาแล้ว ผมอยากจะถามว่าท่านจะจ้างใคร ท่านจะให้โอกาสคนสร้างศาลาริมทางมาสร้างตึกให้ท่าน หรือไม่” นายสิริพงศ์ กล่าว
นายสิริพงศ์ ยืนยันว่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ดุลพินิจของกระทรวงคมนาคม แต่เป็นเกณฑ์ เพราะหน้าที่เราคือต้องบริหารจัดการงบประมาณให้คุ้มค่าที่สุด รวมถึงต้องงานแล้วเสร็จ เพราะเงินทุกบาทเป็นภาษีของพี่น้องประชาชน ซึ่งตนก็เชื่อว่าทุกหน่วยงานที่ดำเนินการแบบนี้ก็ดำเนินการตามระเบียบทั้งหมด และเชื่อว่าพวกท่านก็ได้เห็นมาแล้วว่า งานที่ราคากลาง 29 บาท และลดแค่ 80 บาทก็มีแล้ว เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องของการที่ว่าเราบริหารเพื่อจะเอื้อให้กับใคร เพราะทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการ
นายสิริพงศ์ ยังได้ยกตัวอย่างรายชื่อผู้รับเหมาชั้นพิเศษจากใน 83 ชื่อ ซึ่งตนคิดว่าในบรรดาชื่อเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าเราไปล็อคให้ใคร เพราะสุดท้ายในปีหน้าอาจจะมีบางคนในรายชื่อนี้ถูกตัดออกไปด้วย เพราะหลายคนบอกว่าสมุดพกจะต้องเอาออกมาตัดแต้ม และเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้กรมบัญชีกลาง และอัยการสูงสุด เร่งดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งหมายความว่าในรายชื่อนี้จะมีทั้งคนที่เข้า และออกอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้บอกว่าใน 83 รายชื่อนี้จะอยู่คงทนถาวรตลอดไป เมื่อถึงเวลาหากเขาไม่มีผลงานหรือดำเนินการที่ผิดเงื่อนไขเขาก็ตกชั้นได้ ในขณะที่คนอื่นสามารถดำเนินการได้ดีกว่าก็สามารถขึ้นชั้นมาได้ จึงอยากเรียนให้ทุกคนได้สบายใจว่า หน้าที่ของกระทรวงคมนาคมเรามีหน้าที่แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในการเพิ่มความสะดวกสบาย พัฒนาคุณภาพคุณภาพชีวิต และขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศนี้ และมีความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
“ดังนั้นข้อกล่าวหาท่านอาจจะมีได้ ผมก็มีหน้าที่ชี้แจงให้ท่านและประชาชนทำความเข้าใจ ผมเชื่อว่าท่านกำลังรอฟังอีกคำถามหนึ่ง เพราะท่านถามว่ากล้าประกาศไหมว่ากระทรวงคมนาคมไหม ว่าปีนี้ไม่รับส่วยคมนาคม ก็ต้องเรียนว่าไม่ว่าจะปีนี้หรือปีไหนก็ไม่เคยรับส่วยคมนาคม และไม่จำเป็นต้องประกาศ เพราะไม่เคยประกาศว่าจะรับ ขอให้ท่านสบายใจได้ และหากสิ่งที่ผมพูดไปท่านบอกว่าไม่จริง มีการดำเนินการอย่างไรก็ขอเชิญท่านนำพยานหลักฐานดำเนินการได้ตามที่ท่านเห็นสมควร” นายสิริพงศ์ กล่าว
นายสิริพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ความมั่นใจว่ายุคที่ผ่านมาเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่รัฐบาลในสมัยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เราก็จะพยายามบริหาร จัดการงบประมาณให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนสูงที่สุด และยืนยันว่า ในวิธีคิดของพวกเราคือ เราทำงานหนักกว่านี้ เพื่อที่เราสบายใจที่เราได้ทำงานหนักเพื่อประชาชน
ขณะที่นายสิริพงศ์ กล่าวตอบว่า จะ 15% หรือ 10% ก็เป็นเกณฑ์ที่สำนักงบประมาณคิดมา และคิดว่ามติ ครม. คงไปล้มล้างในเรื่องนี้ไม่ได้ ซึ่งตนเองได้ยืนยันว่า ที่ท่านทำนายไว้ว่า หลังจากผ่านงบประมาณไป 3 วาระจะมีมติ ครม. ออกมาว่ายกเว้นเกณฑ์นั้น หากท่านเป็นหมอดู ครั้งนี้ท่านอาจจะทายผิด ส่วนคำตอบของตนเอง จะตอบอย่างไรไม่สำคัญ เท่ากับว่า ท่านจะเชื่อหรือไม่ แต่สิ่งที่ตนเองพูดนั้น พูดจากข้อเท็จจริง สุดแท้แล้วแต่ดุลพินิจของท่าน
นายสุรเชษฐ์ จึงกล่าวว่า ประเด็นแรกตนเองได้คำตอบจากรัฐมนตรีแล้ว ว่ายืนยันว่า จะไม่มีการปรับเกณฑ์ แม้มีโครงการในชั้นพิเศษ ที่ไม่ได้ตั้งตามเกณฑ์ 15% แต่เอาเป็นว่าได้คำตอบแล้ว แต่หากประเด็นที่สอง ตนเองถามไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อให้แสดงความบริสุทธิ์ใจกลางสภา ว่าจะไม่เก็บค่าต๋ง ไม่มีอีกต่อไป หากยืนยันหนักแน่น แต่กลับมาตอบว่าทุกวันนี้ไม่มีอยู่แล้ว ก็คงตอบเหมือนเดิมว่า “จ่ะ”
จากนั้น นางสาวมัลลิกา ได้ชี้แจงแทนว่า ตนเองก็ เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอยืนยันว่า ไม่เคยได้รับเงินสักบาท และอยากให้สบายใจได้ รวมไปถึงไม่อยากให้บรรยากาศการประชุมตึงเครียดเกิน ก่อนที่จะให้ผู้อภิปรายคนถัดไปเริ่มอภิปรายได้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB